::029:: ไซง่อนซ่อนรัก

posted on 10 May 2011 22:36 by toonism

ไซง่อนซ่อนรัก รัก รัก รัก

ทริปนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่เกิดอารมณ์อยากดูซูเปอร์โชว์3 อีกรอบ ตอนที่ไทยได้ดูแค่รอบเดียว แล้วไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ (อีโลภ)
ผู้ร่วมทริปนี้คือหมอแหมว สัตวแพทย์สาวผู้มุ่งมั่นว่าจะต้องไปดูเป็ดโซโล่ Kiss Goodbye ให้ได้
หลังจากตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย ก็กระทำการจองตั๋วคอนโลด
ไม่รู้ว่าทริปนี้มันเป็นทริปดราม่าหรืออย่างไร เพราะหมู่เฮาดราม่ากันตั้งแต่โปรเซสของการซื้อตั๋วเลยทีเดียว
ตั๋วก็แพง ระบบการจัดการก็ไม่ค่อยดี ตอบเมลล์แต่ละทีก็ช้า
เล่นเอาพวกเราลุ้นกันจนแสบตับไปหมด (กูว่าคอนที่มาเลย์ลุ้นแล้ว อันนี้ลุ้นกว่า 13 เท่า!)

ตัดฉับมาที่วันคอน
ไปถึงเวียดนามโดยสวัสดิภาพ ลงจากเครื่องก็มาต่อรถเมล์ไปในเมือง ค่ารถเมล์สุดแสนจะน่ารัก 8000 ดอง (แต่จริงๆ มันแค่ 4000 ดอง ที่เหลืออิลุงคนขับเอาเข้ากระเป๋าแน่ๆ)
แต่จะไม่สวัสดิภาพก็ตรงการจราจรอันดราม่าของที่นี่ คนขับแม่งก็จะขับอย่างเดียว กูจะไม่สนใคร กูเป็นตัวของตัวเอง

ก่อนมาที่นี่ ก็แอบหาข้อมูลนิดนึง มีคนบอกว่าไม่ต้องไปรอให้รถมันหยุดให้ เพราะรอจนแก่ก็ไม่ได้ข้าม ต้องใจเด็ดข้ามเลย แล้วรถมันจะหลบให้เอง
ข้อมูลเค้าว่ามาอย่างนี้ เราก็ต้องปฏิบัติตาม แต่ในใจก็แอบคิดว่า กูคงไม่ได้เอาชีวิตมาทิ้งที่ไซง่อนหรอกนะ ดวกกกก

ถึงโรงแรม ก่อนเวลาอันควร  เลยเอากระเป๋าฝากไว้ แล้วไปหาอะไรกินกัน มื้อแรกของที่นี่ซัดเฝอประธานาธิบดีไป 1 ชามถ้วน อร่อยดี
กินเสร็จเรียบร้อย ก็ไปเดินหาแท๊กซี่เพื่อไปคอนเสิร์ต ข้อมูลที่ได้หาไว้ก่อนมา เค้าบอกว่าควรเรียกแท๊กซี่ยี่ห้อ VINASUN (กรุณาจดจำชื่อนี้ให้ดีๆ เราจำไปจนตายเลย) เพราะเป็นแท๊กซี่ที่ไว้ใจได้ที่สุดแล้ว(เหรออออออ)
เดินหาไม่เจอซักที เลยกลับไปที่โรงแรม พี่แหมวปรินท์ชื่อสเตเดี้ยมเป็นภาษาเวียดนามมาเลย ให้พนักงานโรงแรมมันเรียกให้ ได้แท๊กซี่หน้าตาเกาหลี๊เกาหลีมาคนนึง(เกาหลีที่ยังไม่ศัลยกรรมอ่ะนะ)
ตกลงราคากันประมาณ 900,000 ดอง เพราะสเตเดี้ยมอยู่ไกลมาก อารมณ์นั่งจากบางนาไปเมืองทองธานีเลยทีเดียว นั่งไปได้ซักพัก พวกเราก็เริ่มบ่นว่ามันนานไปนะ เมื่อไรจะถึง

และความดราม่าก็มาเยือนพวกเราอีกจนได้ อิแท๊กซี่มันบอกว่ามันพามาผิดทางค่ะพี่น้อง เอาล่ะมึง พามาผิดทาง แล้วที่นี่มันที่ไหนวะ
อิคนขับแท๊กซี่กากๆ มันก็โทรกลับไปที่โรงแรม แล้วก็ให้โรงแรมคุยกับพวกเรา
อิโรงแรมบอกว่าต้องจ่ายเงินให้อิคนขับเพิ่มเป็น 20 usd นะ อ๊าวววววววว มันความผิดของกูไม๊ บอกโรงแรมไปอย่างนี้ อิโรงแรมก็บอกว่าก็ไม่ใช่ความผิดของมันเหมือนกัน
ไม่ใช่ความผิดมึง ไม่ใช่ความผิดกู แล้วมันความผิดใครวะเฮ้ย (ความผิดอิคนขับแท๊กซี่นั่นแหล่ะ) สุดท้ายก็เออออห่อหมกกับอิโรงแรมไปว่าจะจ่ายเงินให้ละกัน

แต่อิแท๊กซี่ชิลมาก มีการจอดยิงกระต่ายข้างทาง แวะซื้อน้ำกิน มึงไม่แวะกินข้าวด้วยล่ะ (แต่มันก็ยังมีน้ำใจซื้อน้ำมาให้ลูกค้าสวยๆ ทั้งสองคนนะ)
พอมันจัดการธุระดื่มน้ำปัสสาวะเสร็จเรียบร้อย ก็ออกเดินทางกันต่อ ระหว่างทางแม่งไม่มีอะไรบ่งบอกเลยว่าจะเป็นเส้นทางไปสู่สเตเดี้ยมที่จัดซูเปอร์โชว์สาม เพราะข้างทางแม่งเป็นป่า เป็นนา หาความเจริญไม่มีเลย
กว่าจะถึงคอนเสิร์ต อิแท๊กซี่จอดถามทาง 3 ครั้งถ้วน(มึงเลิกเป็นแท๊กซี่แล้วไปไถนาแทนควายดีกว่าไป๊) แถมตอนจ่ายตังค์ ก็ดราม่ากันอีกระลอก
เนื่องจากพวกเราจ่ายเงินตามมิเตอร์ที่โชว์(ก็มันไม่เกิน 900000 ตามที่ตกลงกันไว้ตอนแรกนี่หว่า) แต่อิห่านแท๊กซี่ก็ไม่ยอมแต่อย่างใด มันโทรกลับโรงแรมให้โรงแรมคุยให้ สุดท้ายก็ต้องยอมจ่ายมันไปสองพันกว่าบาทค่ะ
กรี๊ดดดดด ราคานี้กูเติมน้ำมันขับไปกลับโคราช - มกโพได้เลยนะเว้ย T-T

ถึงคอนก็เจอเอลฟ์มากหน้าหลายตา รออยู่หน้าสเตเดี้ยม เราสองคนไปแลกตั๋วคอนกันก่อน มองหาบริเวณแลกตั๋วอยู่นาน ไม่คิดว่าซุ้มแลกตั๋วจะน่าสงสารขนาดนี้ เป็นโต๊ะเล็กๆ ตั้งอยู่ข้างถนน
โอ้ววว นี่กูมาดู Supershow 3 หรือมาดูปอยฝ้าย มาลัยพร โดยการเอาฉลากคาราบาวแดงมาแลกบัตรวะเนี่ย อะไรมันจะรันทดขนาดเน้ๆๆๆ 
แลกตั๋วเสร็จเรียบร้อย ก็ไปหาน้องเวียดนามที่พี่แหมวรู้จัก เอาของที่ระลึกจากเมืองไทยไปให้ นั่นก็คือ 12+ มอยเจอร์ไรเซอร์โคโลญจ์นั่นเอง กร๊ากกกก
จากนั้นก็ไปหาอะไรกินระหว่างรอดูคอน เอลฟ์เวียดนามมีน้ำใจนะคะ พอเค้ารู้ว่าเรามาจากต่างประเทศ ก็พยายามช่วยเหลืออย่างดีเลย ^___^
นั่งรอซักพักก็ถึงเวลาประตูเปิด วิธีการตรวจบัตรที่นี่ช่างแตกต่างจากที่อื่น เพราะพี่รปภ. ที่นี่เค้าแค่ให้ต่อแถว แล้วก็ชูบัตรขึ้นเท่านั้น จากนั้นก็เดินเข้าไปเลย ไม่ได้เจาะบัตรแต่อย่างใด O__O
อึ้งกับการตรวจบัตรแล้ว พอเข้าไปในคอนยิ่งอึ้งกว่า บัตรยืนโซนตรู คนน้อยมาก มากชนิดที่ว่านอนดูยังได้เลยค่ะ เหอๆ ไม่เคยดูคอนแบบพื้นที่่ว่างขนาดนี้มาก่อน

นั่งรอคอนเริ่มซักพัก ก็เกิดอาการปวดฉี่ จะเดินไปข้างนอก อิยามหน้าประตูแม่งไม่ให้ออก เราเลยเดินมาฟ้องอิยามข้างในว่าอิยามข้างนอกไม่ให้ออกอ่ะ กูปวดฉี่จะราดอยู่แล้ว
อิยามข้างในเลยชี้ให้เราไปเข้าห้องน้ำที่หลังเวที ซึ่งตรงนั้นเป็นเต๊นท์ของผู้ชาย เหอๆ กำลังจะเดินเนียนๆ ไปเลย อิหัวหน้ายาม(มั้ง) ตะโกนบอกให้เราไปอีกทาง
แมร่มมม อดแหวกเต๊นท์ศิลปินแล้วตะโกนถามว่า Where is the toilet เลยอ่ะ

กดปุ่ม FWD ไปที่คอนเริ่มเลยค่ะ
เพลงส่วนใหญ่ก็เหมือนของที่ไทย พี่ทงเฮลอยเป็นนางฟ้าเหมือนเดิม น่าลั๊กอ่ะ คุณโจแม่งก็โคตะระหล่อ พอคอนเริ่มได้ซักพัก ก็พลัดหลงกันกับหมอแหมวแล้ว หมอแหมววิ่งไปถ่ายรูปอย่างมีความสุข

ไคล์แม็กซ์ของเราอยู่ที่โซโล่ของคุณโจ กับวิกผมใหม่ของบียอนเฮ เห็นสองสิ่งนี้ก็ถือว่าฟิน นอนตายตาหลับแล้ว
แต่ไม่คิดว่าจะมีคยูเฮให้เราฟินด้วย เพลงเพอร์เฟคชั่น พี่ทงเฮกับคุณโจวิ่งกอดคอกัน แค่กอดคอเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้มีความสุขมากมาย
อิคุณโจก็ร่าเริงมากไรมาก ฝนตกด้วย หรือเอ็งโดนน้ำแล้วจะกลายเป็นอีกลุคนึงวะเนี่ย

เพลง In my dream พี่ทงเฮมายืนตรงเรา คนน้อย ไม่ได้เบียดอะไรมาก ยืนมองหน้าหวานๆ ของพี่ทงเฮอย่างมีความสุข
ได้สบตากันนิดๆ แค่นั้นก็คุ้มกับที่ดั้นด้นมาแล้ว (วันรุ่งขึ้นกินเฝอแบบไม่ต้องใส่น้ำตาลเลย เพราะน้ำตาลยังแพ้ความหวานของหน้าพี่ทงเฮ)

ตอนคอนจำได้ไม่หมด เพราะโดนความน่ารักของพี่ทงเฮ และความหล่อของคุณโจแอทแท็ค
จากที่คิดว่าจะมาตัดใจ เลยกลายเป็นว่าทำไม่ได้ซะงั้น จากที่เจอสิ่งไม่ดีมาตลอด พอมาเจอรอยยิ้มของสองคนนี้ ความเหนื่อยความนอยด์ก็หายไปทั้งหมด
เลยคิดว่าไม่มีอะไรเสียหายถ้าจะชอบต่อไป เพราะมันมีความสุขจริงๆ  จบคอนด้วยรอยยิ้ม และบันทึกลงในความทรงจำว่าวันนี้เป็นวันที่ดีอีกวันหนึ่งในชีวิต

ขอบคุณพี่แหมวผู้ร่วมเดินทางในครั้งนี้ ถ้าไม่มีพี่แหมว ตูนก็คงไม่ได้ไป(ประเทศนี้ ไม่กล้าไปคนเดียวจริงๆ)
ขอบคุณนัทจังผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ เสียดายที่นัทจังไม่ไป ถ้าไปนะ หึหึหึ ป่านนี้คงเพ้อถึงอิเหม่งสามเวลาหลังอาหาร(เหมือนเรา T-T)

::028:: รักคือการให้ไต

posted on 05 Feb 2011 23:21 by toonism

มีโอกาสได้ให้ไต 1 ข้างแก่คนสำคัญ เลยอยากจะแชร์ประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ เผื่อญาติสนิทมิตรสหายใครเป็นโรคไต และอยากจะมอบไตให้ค่ะ

น้าสาวเราเป็นโรคไตวายเรื้อรัง ต้องคอยฟอกไตทุกสัปดาห์ๆ ละ 2 ครั้ง
น้าเข้าโครงการขอรับไตจากผู้บริจาคที่เสียชีวิต แต่ว่าคนที่บริจาคไตมีน้อย แล้วคนที่ป่วยเป็นโรคไตมีเยอะ ทำให้ต้องรอนานมาก คุณภาพชีวิตก็แย่ลงทุกวัน
ทางโรงพยาบาลก็แนะนำว่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็สามารถที่จะให้ไตได้นะ เพราะคนเรามีไตเพียงแค่ 1 ข้างก็สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ(ถ้าดูแลตัวเองดีๆ น่ะนะ)
เราเลยไม่รีรอที่จะมอบไตให้น้าสาว เพราะอยากทำตามความตั้งใจของแม่ แต่ว่าแม่เป็นมะเร็งเต้านม เลยให้ไม่ได้
พอพี่ชายเรารู้ มันก็บอกว่ามันจะให้น้าสาวเราแทน แต่พอไปตรวจ พี่ชายเราดันให้ไม่ได้ เพราะว่าความดันสูง ก็เลยเป็นเราสมความตั้งใจ

การตรวจก็จะตรวจละเอียดมากๆ เริ่มตั้งแต่วัดความดันด่านแรก ถ้าความดันสูง ก็จะให้ไม่ได้เลย
จากนั้นก็ตรวจเลือด โชคดีที่เราเลือดกรุ๊ป O (น้าสาวเรากรุ๊ป B) เลยสามารถให้ได้
พอผลเลือดผ่าน ก็จะมีการนัดไปเอ็กซเรย์ ตรวจคลื่นความถี่หัวใจ อันนี้ฮามว๊าก ผลตรวจคลื่นความถี่หัวใจของเราผิดปกติ(เนื่องจากตอนตรวจเนี่ยตื่นเต้นมาก เพราะต้องโป๊ท่อนบนนิดๆ 555+)
ทางคลีนิกเปลี่ยนถ่ายอวัยวะพอเห็นความผิดปกติ เค้าก็จะไม่ให้ไปต่อ(อย่างกะแข่งเดอะสตาร์) ต้องให้อาจารย์หมอที่เชี่ยวชาญทางด้านโรคหัวใจเป็นคนคอนเฟิร์มว่าสามารถที่จะผ่าตัดได้หรือไม่  
สรุปว่าอาจารย์หมอบอกว่าผ่าตัดได้ เราเลยได้ไปสู่ขั้นตอนต่อไป คือ ดูการทำงานของไต 
หลังจากนั้นก็ตรวจความเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อ แล้วก็พบจิตแพทย์(อันนี้ตอนไปพบก็แอบเกร็งนิดหน่อย กลัวหมอหาว่าบ้า กร๊ากกก)

ผลการตรวจทุกอย่างออกมาเรียบร้อยดี สามารถที่จะให้ได้ จึงนัดวันผ่าตัด เราได้ผ่าตัดวันที่ 29 ธันวาคม ปีที่แล้ว ก็ฉลองปีใหม่ที่ รพ. เลย
ผู้ให้ไต แอดมิตก่อนวันผ่าตัดแค่ 1 วัน ส่วนผู้รับไต ต้องแอดมิตก่อนวันผ่าตัด 2 วัน

คืนก่อนวันผ่าตัดก็แอบกลัวนิดๆ แต่ก็คิดว่าตอนผ่าตัด ตรูก็สลบไม่รู้เรื่องอะไรหรอก แถมตอนที่ไปพบคุณหมอนัดวันผ่า บอกหมอว่าขอแบบเจ็บน้อยค่ะ 555+  เลยนอนหลับแบบไม่กังวลอะไร

เช้าวันผ่าตัด มีพระมาบิณฑบาตถึงห้องพักเลย ทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นพี่พยาบาลก็เอายานอนหลับมาให้กิน(กินไปแล้วไม่เห็นสลบเหมือดเหมือนในละครที่เห็นเลยฟะ)

กินเสร็จก็นอนฟังเพลง(น้องแอบแซวว่าพี่ตูนทำตัวเหมือนมาพักร้อน ไม่ได้มาผ่าตัด)
พอสลึมสลือ พี่พยาบาลก็มาตามให้ไปห้องผ่าตัด ไปถึงก็เตรียมร่างกายให้พร้อมและนอนต่อคิวขึ้นเขียง
มีคุณพยาบาลและคุณหมอมาสอบถามข้อมูลเป็นระยะๆ
เวลา 9.00 น. ก็ถึงคิวเราเข้าห้องปาด ห้องผ่าตัดเย็นมว๊าก ราวกับนอนอยู่ขั้วโลกเหนือ
นอนรอซักแป๊บ คุณหมอและคุณพี่พยาบาลก็มาจัดการบล็อคหลังให้เรา ตอนบล็อคหลังรู้สึกเหมือนมีอะไรมากดที่หลังดัง กึก กึก แล้วเราก็หลับไป

เคสของเราผ่าตัดเอาไตข้างซ้ายไปให้กับน้า เพราะไตข้างซ้ายมีเส้นเลือดที่ยาวกว่าไตข้างขวา มันจะทำให้ต่อกับผู้รับได้ง่าย เรามีแผลผ่าตัด 4 แผล เพราะว่าตอนผ่าตัด เราขอแบบเจ็บน้อย หมอเลยผ่าตัดด้วยวิธีใช้กล้อง คือ เจาะตรงบริเวณท้องด้านซ้ายแล้วใส่กล้องลงไป แล้วก็มีแผลยาวๆ ตรงท้องน้อย(สงสัยจะดึงไตออกจากทางตรงนี้)

ตื่นมาอีกทีแบบสลึมสลือ เพราะคุณหมอมาถามอาการ คำถามแรกที่ได้ยินก็คือ "คนไข้ชื่อเมธวดีใช่มั้ยคะ แปลว่าอะไรเอ่ย"
แอร๊ย นี่่ใช่เวลามาถามคำแปลของชื่อมั้ย ฮ่าๆ ล้อเล่นค่ะ
คุณหมอคงอยากเช็คสติว่ายังมีสติดีอยู่มั้ย หรือกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อไปหมดแล้ว
เราก็ตอบไป บลาๆๆๆ แล้วคุณหมอก็บอกว่า คุณน้าที่รับไตจากเราก็นอนอยู่ข้างๆ เรานะ  เราเลยหันไปมอง เออ น้ากรูจริงๆ ด้วย แล้วก็หลับต่อ(ก็ยามันยังไม่หมดฤทธิ์นิ)

พอตื่นเค้าก็ให้แยกย้ายกลับห้องใครห้องมัน เราไปห้องผู้ป่วยปกติ ส่วนน้าเราต้องไปห้องผู้ป่วยที่ต้องดูแลพิเศษ เพราะคนที่รับไตจะต้องอยู่ในห้องที่ปลอดเชื้อ ช่วงนั้นก็ห้ามเยี่ยมกันเลยทีเดียว ถ้าจะเยี่ยมก็ต้องมองอยู่ข้างนอก ไม่สามารถเข้าไปในห้องได้

กลับถึงห้องพัก ก็หลับต่อประมาณสองสามชั่วโมง ตื่นมาท่ามกลางความโล่งอกโล่งใจ ทุกคนแทบจะลุกขึ้นมาเซิ้งเลยทีเดียว ฮ่าๆ 
ถึงเวลาคุณหมอเข้ามาดูอาการพอดี ก็มาถามๆ ว่าเป็นไงบ้าง เจ็บมั้ย เราเลยบอกว่าไม่เจ็บเลย แต่หิวมากค่ะ(ไม่เจ็บจริงๆ นะ สงสัยเป็นเพราะยาระงับอาการปวดที่เข้าให้ผ่านทางเส้นที่หลัง)
สิ้งที่ได้ยินจากหมอ คือ ให้งดน้ำงดอาหารไปก่อน 

โอ้ววววว O_O ณ จุดนั้น คำพูดหมอ เหมือนฟ้าผ่าลงมากลางใจ 
แว๊กกกกก หิวโคตรๆ เลยค่า กินหมอได้ทั้งคนเลยนะ แบบไม่คายกระดูกด้วย (น้าเราบอกว่าแปลก ปกติหลังผ่าตัด เค้าจะปวดกันจนไม่อยากกินอะไร แต่เราพอลืมตาปุ๊บ บอกว่าหิวเลย) 
เราก็ทำอะไรไม่ได้ นอนหิวไปจนถึงเช้า

พอตอนเช้าหมอก็มาดูอาการอีก บอกว่าจิบน้ำได้นิดๆ แล้ว(ค่อยยังชั่ว) ตอนเย็นก็กินโอวัลตินได้นะ(เรานอนนับเข็มนาฬิกาเลยค่า เมื่อไรจะเย็นซักที)
คุณพี่พยาบาลก็แวะเวียนกันเข้ามาถามระดับความเจ็บปวด เราก็บอกว่าไม่เจ็บ ระดับ 0-1 ตลอด (ก็มันไม่เจ็บจริงๆ นี่ แค่รู้สึกตึงๆ ตรงแผลผ่าตัดเท่านั้น)

วันถัดมา คุณหมอสั่งอาหารให้แล้ว แต่เป็นน้ำข้าวต้ม
โปรดฟังอีกครั้ง น้ำข้าวต้ม คือมาแต่น้ำจริงๆ ข้าวไม่มีมาซักเม็ด ฮ่าๆๆๆ แต่ก็กินจนหมดเกลี้ยง  ทั้งวันได้กินน้ำข้าวต้ม 
พอใกล้จะเช้า เราอาเจียนออกมาเป็นน้ำย่อยเลยทีเดียว(สงสัยจะหิวมาก)
หลังจากนั้นมื้อเช้าเลยได้ทานข้าวต้มอ่อนๆ  พอหมอเห็นว่าอิคนไข้คนนี้สามารถที่จะกินได้แล้ว เลยสั่งอาหารปกติมาให้กิน(กินหมดทุกวันเลย)

เรานอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 4 วัน หมอก็ให้กลับไปนอนแหม่บอยู่ที่บ้านได้

ตอนนี้ก็ใช้ชีวิตอย่างปกติชนมาได้ 1 เดือนแล้ว แต่ก็ต้องไปพบหมอเรื่อยๆ ตามที่นัดกันเอาไว้
กลับมาอยู่ที่บ้านก็ดูแลตัวเองมากกว่าเดิมเป็นสองเท่า ไม่กินเค็ม โชคดีที่เราเป็นคนไม่กินเค็มอยู่แล้ว ฃและปกติก็กินผัก กินหญ้าเป็นประจำ เลยถือว่าดีต่อสุขภาพไป ฮ่าๆ

ส่วนน้าสาวเราที่รับไต ก็ต้องดูแลตัวเองเช่นเดียวกัน คนที่รับไตจะต้องกินยากดภูมิไปตลอดชีวิต และต้องดูแลไม่ให้ตัวเองติดเชื้้อด้วย เพราะถ้าติดเชื้อ ก็รักษานานกันเลยทีเดียว

หวังว่าประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ คงมีสาระให้กับคนที่หลงเข้ามาอ่านนะคะ (ยิ้มเขิน)

edit @ 5 Feb 2011 23:44:08 by TooN

edit @ 5 Feb 2011 23:50:00 by TooN



หลังจากที่ผ่านทริปท่องเที่ยวเกาหลีมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว อยากจะรีวิวทริป แต่ก็ไม่มีโอกาสซักที เพราะความขี้เกียจตัวเดียวเลย
วันนี้เลยถือโอกาสมารีวิวเก็บไว้เป็นลายลักษณ์อักษรบ้าง
ชื่อเอนทรี่นี้มาจากหนังสือท่องเที่ยวเล่มหนึ่ง ที่เราเห็นวางขายอยู่ที่ร้านนายอินทร์ ซึ่งชื่อว่า "ในกระเป๋าเดินทางมีหัวใจ"
อ่านชื่อหนังสือแล้วเป๊ะมาก ขอยืมมาดัดแปลงหน่อยนะคะ
เพราะว่าการที่เราเดินทางท่องเที่ยวไปในแต่ละที่ วัตถุประสงค์ก็มาจากเรื่องความรักนี่แหล่ะ กร๊ากกกก


ชอบผู้ชายเกาหลีมาก็นาน เพิ่งจะมีโอกาสได้ไปเยือนประเทศเกาหลีเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาค่ะ
เกาหลีเป็นประเทศที่เราปักหมุดเอาไว้ก่อน คือ อยากไปเที่ยว แต่ก็ไม่ได้อยากไปที่สุด เพราะงั้นปักหมุดไว้ก่อนก็ได้
แต่แล้วก็ปักได้ไม่นาน ต้องดึงหมุดออกทันทีที่รู้ว่ามีคนน่ารักและขี้เหงาคนหนึ่งเดินทางมาถ่ายโฆษณาที่เมืองไทยคนเดียว >_<
หลังจากที่รู้ข่าว ก็ขายนา ขายไร่ ซื้อตั๋วเครื่องบินกันเลยทีเดียว(หลังจากที่ได้ตั๋วเครื่องบินก็มีปัญหาและอุปสรรคของงานกีฬาสีนิดหน่อย ทำให้ต้องเลื่อนแล้วเลื่อนเล่า)
และสุดท้ายเราก็ได้เดินทางไปพร้อมกับคนน่ารักค่ะ

ก่อนไปก็หาข้อมูลกันนิดนึง คนรอบข้างบอกเราว่า ตม.เกาหลีโห๊ดโหด เตรียมตัวไปดีๆ นะ
เราเลยวิ่งไปขอหนังสือรับรองการทำงานกันเหนียวเอาไว้ แล้วก็ทำแพลนการท่องเที่ยวในโซลเอาไว้ให้เค้าดูด้วยว่านี่กรูมาเที่ยวจริงๆ น้า ไม่ได้ไปทำอย่างอื่น(จริงๆ แล้ว ไปส่งลูกหลานที่ขี้เหงาคนนั้นต่างหาก)

เราสองสามคน(เรา พี่จอย และพี่ทงเฮ) เดินทางด้วยการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 656 ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลา 23.00 น.
พวกเรามาก่อนเวลาค่อนข้างเร็ว เพราะใช้บริการ Airport Link ที่เพิ่งเปิดให้ใช้บริการ สะดวกและรวดเร็วดีค่ะ ที่สำคัญตอนนั้นฟรีด้วย แต่เวลาประตูปิดแต่ละครั้งเสียงดังมากเรย(สำหรับคนที่อยากใช้บริการ มีสองราคานะคะ แบบ Express ขึ้นปุ๊บถึงปั๊บ 150 บาท และแบบ City Line จอดทุกสถานี ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 30 บาท ตลอดสายไม่เกิน 50 บาท)

ถึงสุวรรณภูมิก็ทำการเช็คอินก่อนเลย เกิดมาเพิ่งเคยนั่ง Business Class เป็นครั้งแรก มันช่างอำนวยความสะดวกให้กับคนมีเงินอย่างมากมาย ไม่ต้องไปต่อแถวยืนรอตรง ตม. ให้เมื่อยตุ้ม เพราะคุณพี่การบินไทยเค้ามี fast track ให้เรียบร้อย
ตอนตรวจหนังสือเดินทาง คุณพี่ ตม. ไทยถามเราซะจนเรากลัวเลย ไปไหน? ไปทำอะไร? ไปกับใคร? ไม่เคยไปมาก่อนจะไปถูกหรอ? ทำงานอะไร? ที่ไหน? อย่างไร? บลาๆๆๆ
โห ซักฟอกซะยังกะกรูเป็นผู้ร้ายข้ามชาติเลย ในใจคิดว่าที่ไทยมันยังขนาดนี้ แล้วที่เกาหลีที่ว่าโหดๆ มันจะขนาดไหนวะด๊วกกก
ผ่านด่านพี่ ตม.เจ้าปัญหาเสร็จ ก็มีโอกาสไปนั่งเลาจน์การบินไทย ที่เลาจน์ก็หรูหราน่านั่งพอสมควรค่ะ อาหารการกินเยอะแยะมาก ถ้าเป็นเวลาปกติเราคงกินให้เรียบ แต่ ณ ตอนนั้นแม้แต่น้ำยังกินไม่ลงเลย อิอิ
เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมา เพราะมัวแต่ตื่นเต้นที่จะได้เจอคนน่ารัก

นั่งเล่น เดินเล่น ได้ซักพัก ก็ถึงเวลาขึ้นเครื่องแล้ว แอร๊ๆๆๆ
เดินไปที่เกทก็เจอผู้คนมากหน้าหลายตา แต่ไม่ยักกะเจอพี่ทงเฮ เราก็รีๆ รอๆ ต่อแถวเข้าเครื่องเป็นสองคนสุดท้าย จนพนักงานฉีกพาสปอร์ตเสร็จแล้ว พี่ทงเฮก็ยังไม่มา
เลยต้องเดินไปขึ้นเครื่องตามระเบียบ ลงบันไดเลื่อนได้ซักพัก คนน่ารักของพวกเราก็มาค่าาา กรี๊ดดดดดดดดดดด
หน้าขาว ปากแดง น่ารักมาแต่ไกลเลยทีเดียว  หลังจากลงบันไดเลื่อนเสร็จ เราสองคนเลยยืนรีๆ รอๆ บ้าๆ บอๆ ดึงของเข้า ดึงของออก เนียนทำเป็นจัดของไปอะไรไป จนพี่ทงเฮขึ้น shuttle bus(ของนางฟ้า) เราก็ขึ้นบ้าง(แต่เป็นของสามัญชน)  ยืนมองความน่ารักของพี่ทงเฮผ่านรถอีกคัน พี่ทงเฮน่ารักมาก เอามือจัดผม จัดหมวกตลอดเว สงสัยกลัวไม่แมนสินะ อิอิ
พอมาถึงเครื่อง ก็จัดแจงนั่งประจำที่ อยากกรี๊ดมาก ที่นั่งของเรากับพทฮอยู่ข้างกันเลยค่ะ แต่สุดท้ายพี่ซึงฮวานก็พาพี่ทงเฮย้ายที่นั่งจนได้ งื่ออออ
อยู่บนเครื่องก็แอบแซ่บมองพี่ทงเฮหลับ พี่ทงเฮใช้ผ้าปิดตาที่อยู่ในถุงยังชีพของการบินไทยปิดตาตอนนอนค่ะ น่ารักมากเลย โผล่มาแต่จมูกโด่งๆ กับปากบางๆ น่ารักกรุ๊บกริ๊บเป็นบ้า
พวกเราก็เดินเข้าห้องน้ำกันเป็นว่าเล่น เพื่อที่จะได้แอบมองพี่ทงเฮหลับ อิอิ
ตอนแรกว่าจะไม่หลับ จะเป็นไอรอนแมนแข่งกับพี่ซึงฮวาน(รายนั้นตอนแรกไม่หลับ ราวกับกินกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลมาแล้ว 13 แก้วถ้วน แต่สุดท้ายพี่ซึงก็หลับจนได้ ฮ่าๆๆๆ)
แต่ด้วยความเหนื่อยอ่อน พวกเราเลยเข้าสู่ห้วงนิทราหลังจากพี่ทงเฮได้ไม่นาน กร๊ากกกกก
ประมาณตีห้าเกือบหกโมง คุณแอร์โฮสเตจก็นำอาหารเช้ามาเสิร์ฟ (อ้อ พวกเราลองกินแชมเปญจ์กันด้วย รสชาติไม่อร่อยเลย)
อาหารการกินก็ถือว่าใช้ได้ค่ะ เสิร์ฟบรรดาผลไม้เป็นออเดิร์ฟก่อน พวกเราสั่งแซลมอนย่างเกลือมากินกัน อร่อยเลยทีเดียว เครื่องเคียงเป็นผักอะไรนำมาดองซักอย่าง หน้าตาไม่ค่อยน่ากิน แต่รสชาติต้องยกนิ้วให้เลย
กินไปแอบมองพี่ทงเฮไปอย่างมีความสุข ไม่นานก็ถึงอินชอนโดยสวัสดิภาพ



พอเท้าแตะอินชอนปุ๊บ สิ่งที่กลัวยิ่งกว่าการเผชิญหน้ากับพี่ซึงฮวานคือ ตม. เพราะที่ไทยตรูโดนซักประวัติอย่างมากมาย แล้วที่เกาหลีจะรอดมั้ยฟร่ะ  ได้ข่าวว่า ตม. โหดยังกะร็อดไวเลอร์ กร๊ากกก
เราต่อแถวกับเจ้าหน้าที่ ตม. เป็นผู้หญิง ก่อนอื่นก็ต้องทักทายตามประสาคนมารยาทดี "อันยองฮาเซโย" (ถึงแม้สำเนียงจะเหน่อกว่าพี่ทงเฮก็เถอะ) แล้วก็ยื่นพาสปอร์ตให้คุณเจ๊เค้า
คุณเจ๊ ตม. ยิ้มรับ แล้วก็ก้มหน้าคีย์ข้อมูล จากนั้นก็มองหน้าเรา แล้วก็ก้มหน้าลงแสตมป์ตราประทับลงบนพาสปอร์ต ไม่มีแม้แต่คำถามซักประโยค
แว๊กกกกก ทำไมมันง่ายจัง มาเร็วเคลมไว ถูกใจวัยรุ่นจริงๆ ค่าาา





ออกจากสนามบินก็ไปที่เคาน์เตอร์ขายตั๋วลีมูซีนบัส ซื้อตั๋วรถโดยสารสาย 6011 ราคา 9000 วอน
เราเลือกโรงแรม Noble Hotel ซึ่งอยู่แถวจองโน อยู่ตรงข้ามพระราชวังชางด๊อกกุง การเดินทางก็แสนสะดวกเพราะมี sub way อยู่ใกล้ๆ ด้วย 
เดินทางจากอินชอนมาที่โรงแรมด้วยรถโดยสารหมายเลข 6011  ด้วยความเพลียพวกเราจึงหลับกันโดยไม่ได้นัดหมาย ตื่นมาอีกทีก็เลยป้ายที่จะลงไปแล้วประมาณ 1 กม.
ก็เลยต้องเดินไปโรงแรมอย่างเสียไม่ได้ แต่อากาศที่นู่นดีมาก ประกอบมีป้ายโฆษณาที่มีผู้ชายเกาหลี(ที่เรารู้จัก) อยู่ตามทาง ก็เลยเดินกันชิลๆ









โรงแรม Noble Hotel ก็จัดว่าโอเคเลยทีเดียว ห้องขนาดพอดี อยู่ได้ 2-3 คน เพราะถ้ามากกว่านั้นคงต้องขี่คอกัน มีเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตพร้อมสรรพ
สนนราคาคืนละ 60,000 วอน เราพักสามคืนจ่ายไปเบ็ดเสร็จ 180,000 วอน (แลดูเหมือนรวยเนอะ ใช้เงินเป็นแสน)

ขออนุญาตจบการรีวิวของตอนนี้ไว้เพียงเท่านี้ ตอนหน้าจะนำเที่ยวโซลทาวเวอร์ค่าาาา

edit @ 5 Sep 2010 00:20:55 by TooN

edit @ 5 Sep 2010 00:25:20 by TooN